“สามารถ ผนึก ส.ส. ภูดิท ส.ส. สฤษฏ์พงษ์ สว.พลเอก ธวัชชัย ใช้สภาเสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพ !!
“สามารถ ผนึก ส.ส. ภูดิท ส.ส. สฤษฏ์พงษ์ สว.พลเอก ธวัชชัย ใช้สภาเสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพ !!
วันนี้ (29 ส.ค.) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และโฆษกอนุกรรมาธิการคมนาคมทางน้ำ ได้โพสต์คลิปแถลงข่าวที่รัฐสภา บนเฟสบุ๊คส่วนตัวชื่อ สามารถ เจนชัยจิตรวนิช เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา นายภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร พรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการคมนาคมและขนส่งทางน้ำพร้อมด้วย พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกวุฒิสภา มีการแถลงผลการประชุมคณะอนุ กมธ. เกี่ยวกับการพิจารณาการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยจะมีการขุดคลองเพื่อพัฒนาการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งขณะนี้คลองในกรุงเทพฯ ที่สามารถใช้เดินทางสัญจรมีเพียง 2 เส้นทาง คือ คลองภาษีเจริญและคลองแสนแสบส่วนลำคลองอื่นๆ นั้นจะมีประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางขนส่งทางน้ำได้ จึงมีการเสนอให้ศึกษาการแก้ปัญหานี้ทั้งระบบโดยมีกาเสนอให้ขุดคลองเพิ่ม ทำเขื่อนกั้นน้ำ ซึ่ง กมธ.จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบทั้งข้อดีและข้อเสียเพื่อจะรายงานต่อคณะกมธ.การคมนาคมต่อไป
นายสามารถ อีกกล่าวว่า ตนเสนอการแก้ไขปัญหาการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ผ่านคณะอนุ กมธ. จะพิจารณาตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาศึกษาการคมนาคมและขนส่งทางน้ำ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค.63 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช พร้อมด้วย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย , นายมณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 20 พรรคภูมิใจไทย , นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส. พรรคภูมิใจไทย และ นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 23 พรรคภูมิใจไทย มีความเห็นขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาทำเขื่อนป้องกันกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่ให้น้ำท่วมหรือน้ำขังอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
เนื่องจาก กรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปนกลาง 1.5-2 เมตร ได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่สำคัญของประเทศเทศไทย ปรากฎข้อมูลจากกรมแผนที่ทางบกที่สำรวจมาหลาย 10 ปี พบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังทรุดตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 50-80 เซนตีเมตร ขณะที่ข้อมูลระตับน้ำทะเลจากการวิเคราะห์และวิจัยของคณะกรรมการองค์การสหประชาชาติหรือ ยูเอ็น ให้ข้อมูลว่าระดับน้ำในมหาสมุทรเริ่มมีอัตราเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปีๆ ละ 5-10 เซนติเมตร เนื่องจากสภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นตลอด ดังนั้น ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ปริมาณน้ำทะเลอาจสูงถึง 1.5 หรือ 2 เมตร หากเป็นไปตามข้อมูลที่ปรากฎพื้นดินในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะต้องอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 1.5 หรือ 2 เมตร
ปัญหาใหญ่ที่จะเกิดกับกรุงเทพฯ และปริมณฑลตามมา อาทิ น้ำเค็มที่สูงขึ้นจะไหลเข้าไปในคลองประปาทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะไม่มีน้ำบริสุทธิ์ดื่มและบริโภค นอกจากนี้ ทำให้การจราจรและการขนส่ง รวมถึงเศรษฐกิจของกรุงเทพฯจะต้องหยุดหมด รวมทั้งโรงงานที่อยู่ใน จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นับหมื่นโรงงานก็ไม่สามารถจะทำงานได้ และทำให้คนตกงานถึง 300,000 คน อีกทั้งการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหสายล้านคนต่อปีต้องหยุดชะงักเพราะน้ำท่วม ถ้าไม่ทำการป้องกันตั้งแต่ปัจจุบัน อนาคตอาจจะไม่ทันเพราะการสร้างเขื่อนปิดปากอ่าวแม่น้ำใหญ่โดยให้มีช่องว่างระหว่างชายฝั่งทะเลปากอ่าวกับเขื่อนเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย ต้องใช้เวลาก่อสร้างอย่างน้อย 5 ปี แม้จะลงทุนเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีมูลค่าเป็นล้านล้านบาทในอนาคต
ด้วยเหตุผลดังกล่าวเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา รัฐบาลจึงควรตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบ โดยตั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กรมธนารักษ์ กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานเขต เป็นต้น เพื่อร่วมกันศึกษาหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนก็จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องทำเขื่อนป้องกันกรุงเทพฯและปริมณฑลไม่ให้น้ำท่วม หรือน้ำขังอย่างเป็นระบบและยั่งยืน!!
###############################

