“สตม.เข้มสกัดขบวนการลักลอบเข้าเมืองผิดกฏหมาย บิ๊กอู๊ดลงพื้นที่ บูรณาการกำลังจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองหวั่นโควิดระบาด!!
“สตม.เข้มสกัดขบวนการลักลอบเข้าเมืองผิด กฏหมาย บิ๊กอู๊ดลงพื้นที่ บูรณาการกำลังจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองหวั่นโควิดระบาด!!
ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทยโดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.,พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
วันนี้(21 ม.ค.64) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช. สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตมพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม.,กก. สส.บก.ตม.3 พร้อมด้วย ชุดสืบสวน ตม.จว. กาญจนบุรี ได้มีการบูรณาการด้านการข่าว ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่มีเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ลักลอบทำงานที่บริเวณจุดดังกล่าว รายละเอียดดังนี้
เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 เวลาประมาณ 16.30 น. บก.สส.สตม.,กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ได้สืบทราบแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าในสวนปาล์มน้ำมันไม่มีชื่อ ริมถนนสายบ้านเก่า-พุน้ำร้อน ใกล้จุดตรวจร่วมเขาหนีบ มีการรับแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายไว้ทำงาน และมีการลักลอบตัดไม้ไผ่โดยบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จ.กาญจนบุรี และหน่วยดูแลรักษาพื้นที่ทางยุทธวิธี กองทัพภาคที่ 1 ได้ทำการสำรวจเส้นทางและบริเวณแวดล้อมภายนอกของบ้านเป้าหมาย
โดยจากการวางแผนและนำกำลังไปตรวจสอบบ้านเป้าหมายเบื้องต้น พบว่าเป็นลักษณะไร่ปาล์มน้ำมัน ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 3512 บ้านพุน้ำร้อน-บ้านลำทหาร ห่างจากจุดตรวจร่วมเขาหนีบประมาณ1.5 กม. โดยเส้นทางเข้าบ้านเป้าหมาย มีจำนวน 2 เส้นทาง โดยทั้ง 2 เส้นทางเป็นประตูเหล็กและมีแม่กุญแจล็อคอยู่ และมีกล้องวงจรปิดติดอยู่หน้าประตูทางเข้า และมีการใช้รั้วลวดหนามล้อมรอบมิดชิดบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ทั้ง 3 ด้าน ทัศนวิสัยสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ประตูทางเข้าจนถึงลานคอนกรีตและบ้านพักจำนวน 1 หลัง เท่านั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นเนินลาดชันลงไปจากพื้นถนนประกอบกับมีต้นไม้ขึ้นค่อนข้างหนาแน่น ผู้ที่ใช้ถนนสัญจรไม่สามารถมองเห็นภายในได้
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ให้มีอำนาจตรวจค้นโดยไม่ต้องใช้หมายค้นในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ทำการปิดล้อมและกระจายกำลังเข้าตรวจสอบภายในบ้านเป้าหมายดังกล่าว พบนายจเรฯ แสดงตนว่าเป็นผู้ดูแลสวนปาล์ม พบของกลางเป็นรถบรรทุกดัดแปลง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน โดยมีไม้ไผ่ลวกที่ทำการมัดแล้วบรรทุกอยู่เต็มคันรถ และจากจุดที่พบนายจเรฯ ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร พบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์อยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไป ประกอบกับพื้นที่เป็นธารน้ำไหลผ่ากลางและมีต้นไม้ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้การติดตามจับกุมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถติดตามกลับมาได้ จำนวน ๓ คน มีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย(บัตรชมพู) จำนวน 2 คน อีก 1 คน ไม่มีเอกสารแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ จึงได้นำตัวมาวัดอุณหภูมิ คัดกรองเบื้องต้น ปรากฏว่าไม่มีไข้ และได้นำกำลังบางส่วนตรวจสอบพื้นที่ต่อ โดยหลังจากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบโดยละเอียด ปรากฏว่าพบบ้านพักคนงาน อยู่บริเวณด้านหลัง ทางซ้ายมือของสถานที่ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ไผ่ชั้นเดียวยกสูง จำนวน 8-10 หลัง พร้อมอุปกรณ์ในการดำรงชีพ ปลูกอยู่ติดกัน ซึ่งคาดว่าจะมีคนต่างด้าวอาศัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกเป็นประจำในสถานที่ดังกล่าว
จากการสอบถามทราบว่าบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารติดตัว ทราบชื่อว่า นายเชค เน่ง เน้ง เชื้อชาติกะเหรี่ยง เข้ามาในราชอาณาจักร ประมาณวันที่ 3 ม.ค.2564 ช่วงเวลากลางคืน ผ่านทางช่องทางธรรมชาติโดยการเดินเท้าซึ่งได้เดินทางเข้าออกช่องพรมแดนธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง โดยมิได้มีผู้นำพา โดยรับสารภาพว่าเข้ามารับจ้างตัดไม้ลวกและดูแลความเรียบร้อยภายในสวน ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท ส่วน นายจเรฯ มีหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกขนไม้ลวกจากพื้นที่ตัดลงมายังจุดพักไม้ ภายในไร่ดังกล่าว โดยทำงานครั้งละ 3 วัน ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท ซึ่งรายได้จากการขายไม้ไผ่ลวกได้ครั้งละ 30,000 กว่าบาท ต่อ 1 คันรถ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหานายเชค เน่ง เน้ง ว่าเป็นคนต่างด้าว เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณา จักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในมาตรา 18 และมาตรา 62 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท และมีความผิดตาม พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ มาตรา 51 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 100,000 บาท โดยจากการซักถาม นาย เชค เน่ง เน้ง ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปกรอก ในแบบซักถามขยายผลบุคคลต่างด้าว เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของ สตม. เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนบุคคลต่างด้าวอีก 2 คน ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ได้แก่ นาย KYAL ZIN KO สัญชาติเมียนมา และนาย TUN NAING สัญชาติเมียนมา จากสอบถามพยานบุคคลแล้วน่าเชื่อว่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ก่อนวันที่ 29 ธ.ค.63 ซึ่งตามมติ ครม.ให้ผ่อนผันให้คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และ เมียนมาร์) อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ หากเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่มีการประกาศใช้ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ไม่แจ้งการเปลี่ยนที่พักภายใน 24 ชม.ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบปรับ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 37(2) เป็นเงินคนละ 4,000 บาท โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าปรับให้ ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ตม.จว.กาญจนบุรี ได้เชิญตัวนายจ้าง มาทำการเปรียบเทียบปรับ ในข้อหา เป็นเจ้าบ้านไม่แจ้งที่พักอาศัยคนต่างด้าวภายใน 24 ชม.ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 38โดยเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 3,200 บาท และ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรีให้ดำเนินคดีกับนายจ้าง ในข้อหาให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือ ช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หลุดพ้นจากการจับกุมและรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในมาตรา 64 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท และ ความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ มาตรา 27 ระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน และได้ประสานสำนัก งานป่าไม้จังหวัดกาญจนบุรี นำตัวนายจเรฯ ไปชี้จุดตัดไม้รวกเพื่อคำนวณพื้นที่ถูกบุกรุก เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ การบูรณาการการปฏิบัติดังกล่าวเป็นการตอบสนองมาตรการ นโยบายของทางรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องการปราบปรามเครือข่ายขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และสกัดกั้นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่ผ่านกระบวนการคัดกรองโรค เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ โดยทาง สตม.ได้มีการสืบสวนติดตาม จับกุม และขยายผลพฤติการณ์ในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
สตม.จึงขอให้เรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หมายเลข 1178 หรือที่ www.immigration. go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
#ขอขอบคุณ รองโฆษก สตม. และกองงานโฆษก ตม.1เอื้อเฟื้อข้อมูลข่าวสาร!!
################################








